vitality

คำถามที่พบบ่อย

ครีมกันแดดทำงานอย่างไร ?

ครีมกันแดดนั้นมี 2 ชนิดของส่วนผสม

  1. ชนิดส่วนผสมที่เป็นตัวดูดซับ ที่ดูดซับรังสี UV เป็นส่วนใหญ่ และ
  2. ชนิดส่วนผสมที่สะท้อน ที่ช่วยกระจายแสงรังสี UV ออกจากผิว

ส่วนผสมในครีมกันแดดบางชนิดใส่ส่วนผสมทั้งชนิดเป็นตัวดูดซับ และ ตัวสะท้อนรังสี UVตัวอย่างส่วนผสมชนิดสะท้อนรังสี UV ได้แก่ Zinc Oxide และ Titanium Oxide , สารดูดซับ ได้แก่ส่วนประกอบ Oxybenzone, Octocrylene, 4-Methylbenzylene Camphor and Butyl methoxy dibenzoylmethane.

จำนวนค่า SPF หมายความว่าอย่างไร ?

SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor SPF เป็นค่าอัตราส่วนที่ได้มาจากห้องแลปที่วัดได้จากค่ารังสีที่เพิ่มขึ้นแล้วก่อให้เกิดการแดงของผิว เทียบจากการทดสอบระหว่างทาครีมกันแดดและไม่ได้ทาครีมกันแดด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้เวลา 10 นาที ที่ผิวจะเกิดการแดงจากการโดนแสงแดดสำหรับผิวที่ไม่ได้ทาครีมกันแดด แต่ถ้าหากทาครีมกันแดดที่มีคา SPF 30 จะใช้เวลาในการเกิดการแดง 300 นาทีและมีค่าปกป้องแสงแดดได้ถึง 30 เท่า ในความเป็นจริงแล้วการวัดค่าการป้องกันที่แม่นยำเป็นไปได้ยากที่จะวัด ขึ้นอยู่กับปัจจัยเช่น ปริมาณการทา , สภาพอากาศ, สภาพผิวของแต่ละบุคคล ซึ่งจะส่งผลต่อระดับค่าการป้องกันแสงแดด จริงๆแล้วชาวออสเตรเลียทาครีมกันแดดในปริมาณเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้มีผู้ใช้ครีมกันแดดเลือกใช้ที่ค่าSPF ระหว่าง 50-80 % น้อยกว่า

ครีมกันแดดที่มีค่า SPF50+ ดีมากกว่าอย่างไร ?

ผลิตภัณฑ์Cancer Council แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 หรือมากกว่านั้น ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30+ สามารถช่วยกรองแสงแดดที่โดยประมาณ 96.7% ในขณะที่ครีมกันแดด SPF50+ ให้ค่าการปกป้องแสงแดดที่โดยเฉลี่ย 98% ครีมกันแดดSPF50+ ไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถตากแดดได้เป็นเวลานาน และ คุณควรจะใช้ครีมกันแดดเพื่อการปกป้องแสงแดด ควบคู่กับการป้องกันแสงแดดวิธีอื่นๆ เช่น สวมหมวก , สวมแว่นตา , สวมใส่เสื้อผ้าที่ปกคลุม และการเข้าที่ร่ม

ค่าการครอบคลุมป้องกันมีความหมายว่าอย่างไร ?

ครีมกันแดดที่มีฉลากบนบรรจุภัณฑ์แสดงถึงค่าการครอบคลุมการปกป้องสามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และรังสี UVB ผลิตภัณฑ์ของ Cancer Councilทุกตัว มีค่าการครอบคลุมป้องกันแสงแดดที่มีประสิทธิภาพ

ควรทาครีมกันแดดอย่างไรให้มีประสิทธิภาพการป้องกันแสงแดด ?

ควรทาครีมกันแดดทุกชนิดทุกชนิด ก่อนออกแดดประมาณ 20 นาทีก่อนออกแดด และควรทาลงบนผิวที่สะอาดและแห้ง ควรทาซ้ำทุกๆ2 ชั่วโมงถ้าหากคุณว่ายหรือเล่นกีฬากลางแจ้ง

การแพ้ครีมกันแดดเกิดจากอะไร ?

การแพ้ครีมกันแดดมักจะไม่ค่อยเกิดขึ้น ถ้าหากมีอาการแพ้อาจเกิดขึ้นจากการแพ้สาร หรือส่วนผสมบาชนิดที่ใส่มาในผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ผู้ใช้บางคนอาจเกิดการแพ้น้ำหอม สารกันบูด สารดูดซับแสงแดด หรือ ปัจจัยอื่น การแพ้ครีมกันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน

ระดับความแพ้มีตั้งแต่แพ้เล็กน้อยไปจนถึงแพ้ระดับรุนแรง และสามารถเชื่อมโยงไปถึงการแพ้ที่เกิดจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แพ้แสงแดด หรือการแพ้ยา ซึ่งสามารถสังเกตและเกิดได้จากการใช้ซ้ำๆ การแพ้ครีมกันแดดในระดับรุนแรง สามารถเกิดได้จากการใช้ร่วมกับยาอื่นๆ หรือการใช้ควบคู่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดอื่นๆ การแพ้ต่างๆจะเกิดได้น้อยมาก น้อยกว่า 1% ของผู้ที่ใช้ทั้งหมด

แต่ในบางกรณีก็สามารถเกิดขึ้นกับผู้ใช้ได้เหมือนกันผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ ควรหยุดใช้ครีมกันแดดถ้าหากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ ผู้ที่มีประวัติการแพ้ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อหาว่าอาการเกิดจากอะไรและควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยง

ควรทาครีมกันแดดบ่อยแค่ไหน ?

แบรนด์ Cancer Council แนะนำให้ทาครีมกันแดดซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมงเพื่อการปกป้องที่ยาวนาน ควรทาซ้ำหลังจากขึ้นจากสระว่ายน้ำ หรือการเล่นกีฬากลางแจ้ง

รังสีชนิดไหนก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ?

ทั้ง UVA และ UVB ทำร้ายผิวและก่อให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร ผิวไหม้ และมะเร็งผิวหนัง รังสี UVA สามารถแทรกซึมเข้าลึกสู่ผิวหนัง ทำร้ายความยืดหยุ่นผิวอย่างช้าๆ และก่อให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร รังสี UVB ทำร้ายผิวโดยการเปลี่ยนโครงสร้างของเซลล์ผิวและก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังในที่สุด ครีมกันแดดที่มีค่าครอบคลุมการป้องกันแสงแดดที่มากกว่า SPF30 จะช่วยปกป้องคุณจากการทำร้ายของแสงแดด

สามารถใช้ครีมกันแดดกับเด็กอ่อนได้หรือไม่ ?

Cancer Council แนะนำอย่าปล่อยให้เด็กทารกหรือเด็กอ่อนโดนแดดโดยตรงเป็นเวลานานที่ระดับรังสี UVA และ UVB มากกว่า 3 เนื่องจากผิวของเด็กมีความอ่อนแอมากกว่าผิวของผู้ใหญ่ ควรวางแผนในชีวิตประจำวันของเด็กเพื่อมั่นใจได้ว่าเด็กได้รับการป้องกันรังสีแสงแดด และควรจำกัดเวลาโดนแดดระหว่างวันให้น้อยที่สุดในช่วงฤดูร้อนที่ระดับค่ารังสีอยู่ที่ระดับสูงที่สุด เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงกิจกรรมการโดนแดดได้

ควรมั่นใจว่าเด็กอ่อนได้รับการปกป้องจากแสงแดดโดยเข้าที่ร่ม การสวมใส่เสื้อผ้าเพื่อปกคลุม และการสวมหมวก และตรวจสอบว่าเด็กอ่อนได้รับการปกป้องจากรังสี UV อย่างเต็มที่

โดยทั่วไปการใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดในเด็กอ่อนที่ต่ำกว่า 6 เดือนไม่ได้รับการแนะนำอย่างแพร่หลาย

พ่อแม่บางท่านอาจจะเลือกการปกป้องแสงแดดโดยการใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดทาที่บางส่วนของร่างกายเด็กอ่อนในบางโอกาส หากในกรณีนี้ พ่อแม่ควรระวังในการเลือกใช้ครีมกันแดดที่เหมาะสมกับสภาพผิวเด็กอ่อน และควรได้รับคำแนะนำการใช้จากแพทย์และเภสัช ส่วนผสมในครีมกันแดดของเด็กส่วนใหญ่จะเป็นส่วนผสมที่เป็นตัวสะท้อนรังสี เช่น ส่วนผสมจาก Zinc Oxide และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารกันบูดที่อาจจะก่อให้เกิดการแพ้ และควรทดสอบการแพ้ก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์

ผิวคุณสามารถไหม้ได้หรือไม่ในวันที่แดดไม่แรง ?

ผิวของคุณสามารถไหม้ได้ในวันที่แดดไม่แรง เพราะจะมีจำนวนรังสีที่สามารถทะลุผ่านเมฆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรคำนึงถึงระดับของรังสี UV ไม่ใช่ความร้อน ฉะนั้นครีมกันแดดเป็นเรื่องที่จำเป็นเมื่อระดับรังสี UV เกินมากกว่า 3

การป้องกันแสงแดดแบบไหนที่ควรใช้นอกเหนือจากครีมกันแดด ?

ผลิตภัณฑ์ Cancer Council แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดที่แรงเกินไป ครีมกันแดดอย่างเดียวไม่สามารถปกป้องผิวคุณจากการโดนทำร้ายจากแสงแดด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรสวมหมวกปีกยาว,เสื้อผ้าที่ปกคลุมส่วนต่างๆของร่างกาย , แว่นตากันแดด, และการเข้าที่ร่ม

ส่วนผสมที่เป็นสารออกฤทธิ์ที่อยู่บนฉลากผลิตภัณฑ์มีอะไรบ้าง ?

ส่วนประกอบเหล่านี้ใช้เป็นส่วนผสมชนิดดูดซับ และ สะท้อนรังสีUVA และ UV จากแสงแดด ส่วนผสมบางชนิดมีคุณสมบัติเด่นในการดูดซับรังสี UVA (เช่น Butyl Methoxydibenzoylmethane/‘Parsol’ , zinc oxide) ในขณะที่บางชนิดมีคุณสมบัติเด่นในการดูดซับรังสี UVB (เช่น Octyl Methoxycinnamate, Titanium Dioxide) และบางชนิดก็มีคุณสมบัติเด่นทั้งสองชนิด (เช่น Tinasorb) ครีมกันแดดส่วนใหญ่ใช้ส่วนผสมที่เป็นตัวดูดซับทั้งรังสี UVA และ รังสี UVB เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพคุณสมบัติในการป้องกันแสงแดด ส่วนประกอบในครีมกันแดดทุกชนิดที่ใส่ในครีมกันแดดผลิตจากประเทศออสเตรเลียผ่านการรับรองจากองค์กรผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

สารกันบูดที่อยู่บนฉลากด้านหลังผลิตภัณฑ์มีอะไรบ้างและทำไมถึงนำมาใส่ในผลิตภัณฑ์ ?

ส่วนประกอบต่างๆที่เป็นสารกันบูดจำเป็นต้องใส่ลงไปในครีมหรือโลชั่นกันแดดเพื่อคงประสิทธิภาพของสารประกอบต่างๆในเนื้อครีม และนอกเหนือจากส่วนประกอบจำพวกสารออกฤทธิ์ ครีมกันแดดยังมีส่วนประกอบของน้ำ สารให้ความชุ่มชิ้น น้ำมัน อิมัลซิฟายเออร์ และ ส่วนประกอบอีกหลากหลายชนิดที่ช่วยให้เนื้อครีมมีการผสสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียวเพื่อเอื้อประโยชน์ในการทา หากเนื้อครีม ปราศจากส่วนผสมที่เป็นส่วนผสมสารกันบูด เนื้อครีมจะเกิดการก่อตัวของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวการทำให้ครีมเน่าเสียและก่อให้เกิดการแพ้ติดเชื้อ

ทำไมจึงมีครีมกันแดดหลากหลายชนิด ?

มีครีมกันแดดหลายชนิดในท้องตลาดที่มีส่วนผสมในการกรองและสะท้อนรังสี UVA และ UVB จากแสงแดด ส่วนประกอบเคมีบางจำพวกมีคุณสมบัติดูดซับแสงแดด บางจำพวกมีคุณสมบัติสะท้อนแสงแดด และบางชนิดก็มีคุณสมบัติทั้งสองอย่าง ครีมกันแดดส่วนใหญ่มีส่วนผสมของสารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันแสงแดดใส่ลงไปในครีมที่ค่า SPF30 ขึ้นไป และยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ของเนื้อครีม อย่างเช่น คุณสมบัติกันน้ำ , คุณสมบัติที่ช่วยให้ทาง่าย , เนื้อครีมไม่เหนียวเป็นก้อน , คุณสมบัติลดอาการแพ้ , คุณสมบัติลดการขาววอกของผิว และคุณสมบัติพิเศษที่อยู่ในสารออกฤทธิ์ และ สารกันบูด

ฉันควรทาครีมกันแดดในปริมาณเท่าไร ?

สำหรับผู้ใหญ่ แนะนำว่าควรทาในปริมาณ 5 ml. (ประมาณ 1 ช้อนชาเต็ม) สำหรับผิวบริเวณแต่ละส่วน แขน ,ขา , ลำตัวส่วนหน้า หลัง และ ใบหน้า(รวมถึงลำคอและใบหู) รวมแล้วจะได้ปริมาณทั้งหมดเป็น 35 ml. (โดยประมาณ 7 ช้อนชาเต็ม) สำหรับการทาทั่วร่างกาย

ควรทาครีมกันแดดบ่อยแค่ไหน ?

ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง มีตัวแปรต่างๆที่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของครีมกันแดดหลังจากทา คือ กิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น การว่ายน้ำ , การเล่นกีฬากลางแจ้ง, การเหงื่อออก, การเช็ดตัว และอื่นๆ ที่ทำให้ครีมกันแดดหลุดออกจากผิว เนื่องจากผู้ผลิตครีมกันแดดไม่สามารถคาดการณ์ถึงสภาวะต่างๆจากการที่ผู้ใช้ทาครีมกันแดด จึงแนะนำว่าควรทาครีมกันแดดซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง

การควบคุมตามองค์กรอาหารและยาในประเทศออสเตรเลียสำหรับ ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดมีอะไรบ้าง ?

การผลิตครีมกันแดดอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดขององค์กรผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ในประเทศออสเตรเลีย และในส่วนนี้ส่วนประกอบต่างๆในครีมกันแดดอยู่ภายใต้ผลิตและทดสอบอย่างถี่ถ้วนจากองค์กรผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในประเทศออสเตรเลีย (TGA) เพื่อให้มั่นใจได้ว่า จำนวนสารประกอบประเภทออกฤทธิ์ถูกรับรองและควบคุมอย่างถูกต้องก่อนนำมาขายในตลาด